ปี 2565 มีเพียง 13 ประเทศ/ดินแดน ที่มีคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ ☁️☀️
IQAir ได้รายงานผลการสำรวจคุณภาพอากาศโดยเฉลี่ยจาก 131 ประเทศ/ดินแดนทั่วโลก พบว่าร้อยละ 90 มีคุณภาพอากาศในระดับที่เกินเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) โดยมีเพียง 6 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย เอสโตเนีย ฟินแลนด์ เกรเนดา ไอซ์แลนด์ และนิวซีแลนด์ และอีก 7 ดินแดนในภูมิภาคแปซิฟิกและแคริบเบียน ที่มีปริมาณฝุ่นละอองเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ที่ WHO กำหนด (ไม่เกิน 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ทั้งนี้ มี 7 ประเทศที่มีปริมาณฝุ่นละอองเฉลี่ยเกินกว่าเกณฑ์ของ WHO (มากกว่า 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ได้แก่ ชาด อิรัก ปากีสถาน บาห์เรน บังกลาเทศ บูร์กินาฟาโซ คูเวต และอินเดีย
รายงานดังกล่าวพบว่า ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM2.5 ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมากต่อระบบทางเดินหายใจและระบบเลือดของมนุษย์ มีแหล่งกำเนิดจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิล พายุฝุ่น และไฟป่า โดยก่อให้เกิดปัญหาทางสุขภาพทั้งโรคหอบหืด โรคหัวใจ และโรคระบบทางเดินหายใจ ซึ่งในเดือนกันยายน 2564 WHO ได้กำหนดเกณฑ์มลพิษทางอากาศให้มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยปรับกำหนดเกณฑ์ปริมาณฝุ่น PM2.5 จาก 10 เป็น 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และจากรายงานของ UN พบว่า ในแต่ละปีมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศหลายล้านคน โดยใน ปี 2559 มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรราว 4.2 ล้านคน อันเนื่องมาจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก ทั้งนี้ หากมีการใช้เกณฑ์ของ WHO ในห้วงเวลาดังกล่าว จะสามารถช่วยลดอัตราการตายได้ประมาณ 3.3 ล้านคน
นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวระบุถึงประเด็นข้อห่วงกังวลจากประเด็นความไม่เท่าเทียมในเรื่องการขาดแคลนข้อมูลคุณภาพอากาศ อาทิ การไม่มีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศในประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคแอฟริกา อเมริกาใต้ และตะวันออกกลาง และนักวิจัยทั่วโลกเห็นตรงกันว่า แหล่งมลพิษทางอากาศหลักคือ การเกิดไฟป่า การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลจากการคมนาคม และการผลิตพลังงาน ดังนั้น หากทุกประเทศให้ความสำคัญกับมาตรการในการจัดการปัญหาภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดไฟป่า การลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล และการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด รวมถึงการขยายเครือข่ายการติดตามคุณภาพอากาศในภูมิภาคต่าง ๆ จะช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศได้
